สหรัฐฯ เปิดแคมเปญรับ “นักการทูตยุคใหม่”

แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : กระทรวงการต่างประเทศฯ เปิดตัวแคมเปญรับสมัครนักการทูตรุ่นใหม่ ภายใต้สโลแกน “Be the face of America” ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่ากำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์นักการทูตอเมริกันเป็น “ผู้ชายผิวขาวจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ” มากกว่าเน้นความหลากหลายของอเมริกายุคปัจจุบัน
เมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดตัววิดีโอประชาสัมพันธ์การรับสมัครเจ้าหน้าที่ต่างประเทศรุ่นใหม่ โดยใช้ภาพย้อนยุคของนักการทูตอเมริกันในอดีต พร้อมเพลง “Long Cool Woman in a Black Dress” เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพนักการทูต 

รายงานระบุว่า แคมเปญดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าปรับโครงสร้างกระทรวงการต่างประเทศครั้งใหญ่ รวมถึงลดบทบาทโครงการด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม หรือ DEI โดยข้อสอบคัดเลือกเจ้าหน้าที่ต่างประเทศรุ่นใหม่ ถูกตัดคำถามเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรมออกไปด้วย 

นอกจากนี้ หลักสูตรฝึกอบรมนักการทูตใหม่ ยังเพิ่มบทเรียนด้านนโยบาย “America First” และแนวคิดของนักวิชาการสายอนุรักษนิยมเข้าไปในหลักสูตรด้วย

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศได้ยกเลิกโครงการ “Diplomat in Residence” ซึ่งเคยส่งนักการทูตไปทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อขยายฐานผู้สมัครออกไปนอกกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำทางฝั่งตะวันออกของประเทศ

อดีตนักการทูตและผู้ช่วยฝ่ายนิติบัญญัติบางส่วนวิจารณ์ว่า กระทรวงการต่างประเทศในสมัยของทรัมป์ มีภาพลักษณ์เป็น “ผู้ชาย ผิวขาว จบเยล” และการลดบทบาทโครงการด้านความหลากหลาย อาจยิ่งทำให้การเป็นตัวแทนของคนกลุ่มต่างๆ ในระบบการทูตอเมริกาลดลง 

ขณะเดียวกัน สื่อด้านกิจการรัฐบาลกลางอย่าง Federal News Network ตั้งข้อสังเกตว่า การเปิดแคมเปญรับนักการทูตรุ่นใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่กระทรวงการต่างประเทศเพิ่งปลดและปรับลดเจ้าหน้าที่จำนวนมากจากแผนปรับโครงสร้างของรัฐบาลทรัมป์เมื่อปีก่อน อีกทั้งยังมีนักการทูตหลายร้อยคนที่ถูกพักงานหรืออยู่ระหว่างรอการเลิกจ้าง ทำให้เกิดคำถามถึงทิศทางการบริหารบุคลากรของกระทรวงในช่วงนี้

โดย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ส่งหนังสือเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 1,300 คนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 เป็นเจ้าหน้าที่พลเรือน 1,107 คน และเจ้าหน้าที่การทูตต่างประเทศ 246 คน ขณะที่เอกสารที่ส่งให้สภาคองเกรสระบุว่า เมื่อรวมโครงการลาออกสมัครใจและเกษียณก่อนกำหนดแล้ว จำนวนบุคลากรที่ต้องออกจากกระทรวงมีเกือบ 3,000 คน

การปรับลดดังกล่าวกระทบหลายหน่วยงานที่ดูแลงานสิทธิมนุษยชน ผู้ลี้ภัย ความช่วยเหลือต่างประเทศ และพลังงานโลก จนถูกวิจารณ์ว่าอาจทำให้ศักยภาพด้านการทูตของสหรัฐฯ อ่อนแอลงในช่วงที่โลกมีความขัดแย้งหลายด้าน

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวมถึงจอร์จทาวน์ ซึ่งเป็นสถาบันผลิตนักการทูตสำคัญของสหรัฐฯ ระบุว่า นักศึกษาจำนวนมากยังสนใจเข้าสู่อาชีพนักการทูต แม้จะกังวลเรื่องการปลดเจ้าหน้าที่และนโยบายที่ไม่แน่นอนภายในกระทรวงก็ตาม.

นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *